|
|
|
ชื่อเรื่อง/Title |
รูปแบบการศึกษากฎหมายอิสลามของมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ / Learning Style of Islamic Law of Muslims in the Southern Border Provinces of Thailand |
|
บทคัดย่อ/Abstract |
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบการศึกษาวิชาฟิกฮฺหรือวิชากฎหมายอิสลามของมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยศึกษา 3 ด้านได้แก่ การเรียนการสอน วิชากฎหมายอิสลาม แหล่งที่มาของกฎหมายอิสลาม การวินิจฉัยข้อกฎหมายอิสลาม 2)ศึกษาทัศนะของผู้รู้และผู้ศึกษา เกี่ยวกับรูปแบบการศึกษาฟิกฮฺของมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้<br />
กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูลและสงขลา ผู้รู้ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดกลางประจำจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูลและสงขลา ผู้รู้ที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอก สาขานิติศาสตร์อิสลาม ผู้รู้ที่ได้รับมอบหมายจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ที่มีนักเรียนมากเป็นอันดับหนึ่งของจังหวัด ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และสงขลา ผู้รู้ที่ได้รับมอบหมายจากสถาบันปอเนาะที่มีนักเรียนมากเป็นอันดับหนึ่งของจังหวัด ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูลและสงขลา ผู้ศึกษาที่ได้รับมอบหมายจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามและปอเนาะที่มีนักเรียนมากเป็นอันดับหนึ่งของจังหวัด ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูลและสงขลา ผู้ศึกษาที่ได้รับมอบหมายจากสถาบันอุดมศึกษาอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้<br />
เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธี Content Analysis ใช้การหาคำและประโยคหลัก นำมาวิเคราะห์จัดเข้าหมวดหมู่ หาค่าความถี่ของคำหลักและประโยคหลัก และสรุปเป็นคำบรรยาย<br />
ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้<br />
1. ความคิดเห็นของผู้รู้เกี่ยวกับรูปแบบการศึกษากฎหมายอิสลามของมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้านการเรียนการสอนกฎหมายอิสลาม ด้านแหล่งที่มาของกฎหมายอิสลามด้านการวินิจฉัยข้อกฎหมายอิสลามปรากฎผลดังนี้<br />
ด้านการเรียนการสอน พบว่า ผู้รู้ส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่า มัซฮับที่ผู้รู้ส่วนใหญ่ศึกษาวิชากฎหมายอิสลามคือ มัซฮับชาฟิอีย์ โดยศึกษาตัฟซีรอัลกุรอานจากตำราตัฟซีรญะลาลัยนฺ ส่วนตำรากฎหมายอิสลามที่ผู้รู้ส่วนใหญ่ได้ศึกษาคือ ตำราอิอานะตุฎฎอลิบีน และตำราที่ผู้รู้ส่วนใหญ่ใช้ประกอบการเรียนการสอนคือ ตำราอิอานะตุฎฎอลิบีน ซึ่งตำราดังกล่างเป็นตำราที่เขียนตามแนวมัซฮับชาฟิอีย์<br />
ด้านแหล่งที่มาของกฎหมายอิสลามพบว่า ผู้รู้มีความคิดเห็นว่าการศึกษาวิชาฟิกฮฺและวิชาที่เกี่ยวข้องกับฟิกฮฺของมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่เน้นการให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาหรือหลักฐานของกฎหมายอิสลาม โดยผู้รู้ส่วนใหญ่มีความคิดเห็นดังนี้<br />
1. เมื่อผู้รู้พบว่ามีทัศนะที่แตกต่างไปจากอัลกุรอานและอัลสุนนะฮฺ ผู้รู้จะปฎิบัติตามทัศนะที่ปรากฎในตำรากฎหมายอิสลาม<br />
2. เมื่อปรากฎปัญหาข้อกฎหมายอิสลาม มุสลิมในพื้นที่ของผู้รู้ส่วนใหญ่จะถามเพื่อต้องการคำตอบ โดยไม่สนใจหลักฐาน<br />
3. ผู้รู้ส่วนใหญ่ประสบปัญหาในเรื่องแหล่งที่มาของกฎหมายอิสลาม<br />
4. ผู้รู้ส่วนใหญ่เคยใช้แหล่งที่มาอื่นนอกจากอัลกุรอานและอัลสุนนะฮฺ<br />
5. ผู้รู้ส่วนใหญ่ คิดว่าผู้เรียนทั่วไปรู้จักแหล่งที่มาของกฎหมายอิสลามในระดับน้อยมาก<br />
ด้านการวินิจฉัยข้อกฎหมายอิสลามพบว่า ผู้รู้ส่วนใหญ่มิได้วินิจฉัยโดยอาศัยตำรากฎหมายอิสลามของมัซฮับที่ตนยึดมั่น เพราะผู้รู้ส่วนใหญ่ใช้ตัฟสีรอัลกุรอานและตำราหะดีษมาประกอบการวินิจฉัยข้อกฎหมายอิสลามเป็นหลัก<br />
2. ความคิดเห็นของผู้ศึกษาเกี่ยวกับรูปแบบการศึกษากฎหมายอิสลามของมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้านการเรียนการสอนกฎหมายอิสลาม ด้านแหล่งที่มาของกฎหมายอิสลาม และด้านการวินิจฉัยข้อกฎหมายอิสลาม ปรากฎผลดังนี้<br />
ด้านการเรียนการสอนพบว่า ผู้ศึกษาส่วนใหญ่เน้นการศึกษาจากตำราที่เขียนตามแนวนัซฮับที่ตนยึดมั่น นั่นคือ มัซฮับซาฟิอีย์ โดยศึกษาวิชาตัฟซีรอัลกุรอานจากตำราตัฟซีรญะลาลัยนฺ ศึกษาสุนันและชัรหฺเกี่ยวกับกฎหมายอิสลามจากตำราเศาะหีหฺมุสลิมของอิหม่ามนะวาวีย์ ส่วนตำรากฎหมายอิสลามที่ผู้ศึกษาส่วนใหญ่ได้ศึกษาคือ ตำราอิอานะตุฎฎอลิบีน และตำราที่ผู้ศึกษาส่วนใหญ่ใช้เป็นตำราในการเรียนในสาขาวิชากฎหมายอิสลาม คือ ตำราเราเฎาะตุฎฎอลิบีนของอิหม่ามนะวาวีย์<br />
ด้านแหล่งที่มาของกฎหมายอิสลามพบว่า ผู้ศึกษาส่วนใหญ่ประสบปัญหารในการรับรู้แหล่งที่มาของกฎหมายอิสลาม แหล่งที่มาของกฎหมายอิสลามที่ผู้ศึกษาส่วนใหญ่รู้จัก คือ อัลกุรอ่านและอัลสุนนะฮฺ เมื่อปรากฎว่ามีปัญหาข้อกฎหมายอิสลาม นักศึกษาในสถาบันของผู้ศึกษาส่วนใหญ่จะถามพร้อมกับต้องการรู้ถึงหลักฐานและที่มาของคำตอบ และผู้ศึกษาส่วนหนึ่งเคยศึกษาแหล่งที่มาของกฎหมายอิสลามอื่นนอกจากอัลกุรอานและอัลสุนนะฮฺ<br />
ด้านการวินิจฉัยข้อกฎหมายอิสลามพบว่า ผู้ศึกษาส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่า การวินิจฉัยข้อกฎหมายอิสลามของมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นการวินิจฉัยโดยอาศัยตำรากฎหมายอิสลามที่เขียนตามแนวนัซฮับที่ตนยึดมั่น กล่าวคือ เมื่อปรากฎว่ามีเหตุการณ์ใดๆที่มิได้ระบุไว้อย่างชัดเจนในอัลกุรอานและอัลสุนนะฮฺ ผู้ศึกษาส่วนใหญ่ จะขอคำวินิจฉัยจากบรรดาผู้รู้ที่ตนศรัทธา และผู้ศึกษาส่วนใหญ่คิดว่า ตำรากฎหมายอิสลามที่บรรดาผู้รู้นำมาประกอบวินิจฉัยข้อกฎหมายนั้นมีความเหมาะสมแล้ว ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ผู้เรียนมีความพอใจกับตำราและผู้รู้ที่ตนศรัทธา
|
|
ผู้ทำ/Author |
Name | บูดีมัน แยนา | Organization | มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ บัณฑิตวิทยาลัย |
|
|
เนื้อหา/Content |
|
|
กลุ่มหัวเรื่อง: |
ด้านกฎหมาย
--กฎหมายอิสลาม
อิสลามศึกษา
|
|
Contributor: |
Name: |
อิสมาแอ อาลี |
Roles: |
ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ |
|
|
Publisher: |
Name | : | มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี | Address | : | ปัตตานี (Pattani) |
|
|
Year: |
2550 |
|
Type: |
วิทยานิพนธ์/THESES |
|
Copyrights : |
|
|
Counter : |
4932 |
|
Counter Mobile: |
40 |
|